เป็นครูอย่างไรไม่ให้เด็กเบื่อ  

 เป็นครูอย่างไรไม่ให้เด็กเบื่อ  

“เป็นครูสมัยนี้ ยากมาก”

“เด็กดื้อ  ไม่สนใจฟังเลย”

“ท้อใจ พูดไปเท่านั้น เด็กไม่ฟัง”

 

เป็นครูสมัยนี้ยากกว่า ครูสมัยก่อนจริงหรือเปล่า เป็นเพราะเด็กยุคนี้ดื้อกว่าเด็กยุคก่อนจริงหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าเด็กกับการเรียน น่าจะเป็นทุกสมัย ถ้าไม่ต้องถูกบังคับมาให้มาโรงเรียน เชื่อว่า เด็กๆ ทุกคนชอบที่ไปเล่นกับเพื่อน หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่มาเรียน แต่ในอดีต เด็กๆ ไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงไม่อยากมาเรียนก็จำใจมา เพราะถ้าไม่เข้าเรียนจะไม่มีความรู้ ทำข้อสอบไม่ได้ สอบตกขึ้นมา โดนพ่อแม่ตีอีก ในขณะที่เด็กสมัยนี้ ถึงไม่เข้าห้องเรียนก็ใช่ว่าจะทำข้อสอบไม่ได้  อยากจะดูบทเรียนไหน ข้อสอบปีไหน วิชาอะไรหาดูได้ง่ายมาก เด็กบางคนสามารถเรียนเองล่วงหน้าไม่ต้องรอครูก็ยังได้ 

ถ้าครูทำหน้าที่แค่สอนตามตำราให้ครบ เป็นเรื่องยากที่จะจูงใจให้เด็กๆสนใจฟังครูเฉยๆ

 

หมดยุคยืนสอนหน้าห้องเฉยๆแล้ว

เด็กยุค 4G เกิดมาพร้อมความไวระดับไฮสปีด เติบโตนิทานรูปแบบการ์ตูนจากยูทูปที่มีทั้งภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียงเพลง หนังสือนิทานก็เป็นหนังสือพูดได้ ไม่รวมเกมต่างๆที่มีภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เด็กยุคนี้ไม่คุ้นชินคือ ความสงบ ความเงียบ หรือการเคลื่อนไหวช้าๆ ด้วยความเร็วในการเคลื่อนไหวระดับวินาทีที่ได้รับจากสื่ออยู่ตลอดเวลา ทำให้การสอนหน้าห้องที่มีการเคลื่อนไหวน้อยๆของครู เหมือนเป็นภาพนิ่งที่น่าเบื่อได้

 

ยกระดับปรับการเรียนให้จูงใจเด็กยุค 4G

ถ้าวิธีแบบเดิมๆที่เคยสอนเด็กมาหลายสิบปีเริ่มจะไม่ได้ผลสำหรับลูกศิษย์ยุคปัจจุบันเสียเแล้ว มาลองนำวิธีเรียกความสนใจใหม่ๆนี้ดึงเด็กๆให้กลับมาสนใจครูมากขึ้นกัน

 

1 Make room for Visual reflection บอร์ดสะท้อนความคิดกลับ “ฟีดแบค บอร์ด”

เด็กยุคใหม่เป็นยุคแห่ “ความเห็น comment” เรียกว่า การแสดงความเห็นในโลกโซเชียลเป็นเรื่องปกติที่เด็ก     คุ้นเคย ไม่ว่าจะPlatform ไหนก็มีช่องความเห็น เช่น Facebook LINE IG Twitter Youtube TIKTOK รวมไปปถึงการแสดงออกในความรู้สึกต่อโพสต์ผ่าน ไลค์ หัวใจ หน้ายิ้ม หน้าบึ้ง ร้องไห้ รวมไปสติกเกอร์ต่างๆ  สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมของเด็กยุคนี้(และผู้ใหญ่ด้วย) คือ อยากแสดงความเห็น ความรู้สึก อยากได้รับความเห็นตอบกลับในทางบวกและความรู้สึกดีๆกลับมา รวมไปถึง การสนใจคนความเห็นของคนอื่น เรื่องของคนอื่นมากพอๆกัน ซึ่งถ้านำพฤติกรรมที่เด็กๆเป็นนี้ นำมาสร้างเป็นบอร์ดให้ได้แบ่งปัน แสดงออก จะทำให้รู้สึกว่า เขามีอิสระในการแสดงความคิดเห็น 

Relfection Board หรือ ฟีดแบคบอร์ด อาจจะเป็นบอร์ดที่มีกระดาษโพสต์อิทสีต่างๆเตรียมไว้ให้เด็กๆได้แสดงความเห็น ความรู้สึกผ่านตัวหนังสือสั้นๆหรือภาพวาดเล็กๆ สามารถใช้เป็นบอร์ดไม้ มีหมุดปักที่กระดาษแทนได้สำหรับเด็กที่โตหน่อย โดยกำหนดหัวข้อสำหรับบอร์ดขึ้นมาเช่น

ความคิดดีที่อยากแบ่งปัน วันนี้ได้เรียนรู้ว่า   ความรู้สึกของฉันวันนี้  อยากบอกว่า ฉันสังเกตว่าวันนี้

หรือหัวข้ออะไรก็ตามที่จะทำให้เด็กๆสนใจ โดยสามารถเพิ่มความสนุกด้วยการหาสติกเกอร์เล็กๆหรือวาดภาพไลค์ หัวใจ หน้ายิ้ม ขึ้นมาว่าใกล้ๆกัน เพื่อให้เพื่อนๆได้แปะสติกเกอร์ในความเห็นของเพื่อนได้อีกด้วย  

ในเด็กเล็กที่อาจจะยังเขียนหนังสือไม่ได้ ก็สามารถนำสติกเกอร์แทนความรู้สึก หรืออื่นๆที่คุณครูคิดว่าเหมาะสม มาให้เด็กๆได้เลือกใช้ในการแสดงออกตามความรู้สึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงชื่อ หรือทำตารางช่องชื่อเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกไม่กดดัน ข้อแนะนำคือ พยายามให้การแสดงออกที่เด็กแสดงได้ ไม่มีความคิดเห็นที่รุนแรงหรือหยาบคาย โดยสามารถระบุไปเลยว่า กรุณาแสดงความคิดอย่างสุภาพและขอลบความคิดเห็นที่ไม่สุภาพออกไป

ที่สำคัญเมื่ออนุญาตให้เด็กๆแสดงออก คุณครูก็ต้องเปิดใจกว้างกับความเห็นของเด็กๆด้วยเหมือนกัน ต้องไม่มีการจับผิดหรือลงโทษเด็กที่แสดงออกในทางลบกับวิชาของตัวเอง  ควรมองให้เป็นประโยชน์และถือโอกาสได้กลับมาสะท้อนการสอนของตัวเอง หรือหาวิธีใหม่ๆในการสอน

 

2 มอบหมายงานที่ต้องลงมือทำ มีส่วนร่วม

 

Tell me, I and I Forget

Teach me  and I remember

Involve  me ,and I learn

           -Benjamin Flankin-

 

การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการให้เด็กมีส่วนร่วมในเรื่องนั้นให้มากที่สุด เด็กๆจะกลายเป็นเจ้าขององค์ความรู้นั้นด้วยตัวของเขาเอง ในการออกแบบการเรียนรู้ ควรมอบหมายโจทย์ ที่เด็กๆจะต้องนำไปขบคิด หาข้อมูลจากที่ต่างๆแล้วนำมาประมวลผลตอบคำถาม ในการทำงาน ควรมีทั้งการมอบหมายงานเดี่ยว งานคู่ และงานกลุ่มสลับๆกันไป ความสำคัญคือ ไม่ควรเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบแบบตายตัวถูกต้องเพียคำตอบเดียว หรือถามความรู้แบบความจำ ที่แค่ค้นหาจากกูเกิ้ลก็ตอบได้ใน 3 วินาที แต่ควรเป็นคำถามที่เปิดกว้างให้ได้คิด ต่อยอดจากสิ่งที่เรียน เป็นคำถามประเภทที่ว่า 

จะเป็นอย่างไร หาก………

ถ้าโลกนี้ไม่มี…….. จะ…….

หรือความรู้เรื่อง…….(ที่เพิ่งเรียนจบ) ไปใช่ในเรื่อง…… นี้ได้อย่างไร

คำตอบที่ได้ไม่ควรมีผิดหรือถูก แต่จะต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนคำตอบให้คนอื่นเชื่อว่าคำตอบนั้นน่าเชื่อถือ 

 

3 Keep classroom layout flexible  ออกแบบห้องให้จัดรูปแบบได้หลากหลาย

เด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบอะไรที่จำเจ การจัดผังห้องเรียนใหม่ จัดที่นั่งใหม่ให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนทำให้ บรรยากาศของห้องเปลี่ยนได้ เช่นจัดเป็นครึ่งวงเหมือนดูการแสดงสำหรับวันที่มีการนำเสนอผลงาน จัดเป็นคู่ สับหว่าง เว้นห่างกันเหมือนรายการเกมโชว์ เวลามีการเล่นเกมแข่งขัน หรือแม้แต่การเอาโต๊ะออกไป เหลือแต่เก้าอี้นั่งที่ขยับไปได้อย่างอิสระเพื่อเล่นเกม ถ้าคุณครูคิดว่า ห้องเรียนคือ สตูดิโอ จัดเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้สนุก น่าสนใจดี หรือให้เด็กๆช่วยกันวางผังอออกแบบรายสัปดาห์ก็ได้

 

4 ใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการเรียน

อย่ายึดติดกับหนังสือหรือ POWER POINT ทำเองมากนัก ตอนนี้มีสื่อดีๆฟรีๆมากมายให้เลือกนำมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็น TEDex รายการเท็ดทอล์คที่มีความรู้เกือบทุกแขนงในโลกมาสรุปสั้นๆภายใน 17 นาที มีคลิปที่มีแปลภาษาไทยด้วย หรือคนไทยพูดก็มี เลือกหัวข้อที่สอดคล้องกับเรื่องที่จะต้องเรียนมาประกอบการสอน  podcast clip พอดคาสต์เป็นคลิปเสียงหัวข้อต่างๆสามารถนำมาเปิดให้เด็กฟังได้ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการดูมาเป็นการฟังอย่างเดียวบ้าง

google earth เด็กๆสามารถสนุกกับการดูภาพถ่ายดาวเทียมได้อย่างฟรีๆ ทุกที่ในโลก  museum app การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกได้ในพริบตา โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย อย่าลืมว่า หากจะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการชมรายการจากเครื่องมือใหม่ๆ ใช้การจดห้องเรียนแบบ ใหม่ให้มีบรรยากาศเหมือนไปโรงหนังด้วยจะยิ่งเพิ่มอรรถรส

 

5 Encorage discussion ส่งเสริมให้ถกปัญหา แสดงความเห็น

เด็กสมัยใหม่ชอบการแสดงออก การแสดงความเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในการเรียนการสอนจึงควรมีช่วงเวลาให้ได้แสดงความคิดเห็น เป็นการสอนให้รู้จักแสดงความคิดอย่างเหมาะสมและฝึกสมองด้วย คุณครูควรเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้อำนวยการอภิปรายแทน โดยเลือกใช้คำพูดที่ส่งเสริมการแสดงความเห็นดังนี้

 

เป็นความคิดที่น่าสนใจ

ครูขอเสริมในประเด็น

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น

ครูเห็นเด้วยเพราะว่า

ครูมีมุมมองอื่นในเรื่องนี้

ครูยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่เพราะ

เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ

ทำไมถึงคิดอย่างนั้น

ช่วยขยายความเรื่อง หน่อยได้มั้

บอกตัวอย่างอีกสักนิดได้มั้ย

เป็นต้น

เพื่อให้เด็กๆไม่รู้เสียหน้า เวลาแสดงความเห็นที่ดูไม่เข้าท่า และควรขอบคุณสำหรับการแสดงความเห็นทุกครั้งเป็นการฝึกนิสัยให้เด็กๆคุ้นชินกับการเคารพความคิดเห็นของคนอื่น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นด้วยว่า การเห็นต่าง ไม่ใช่การต้องทะเลาะกัน เรามีสิทธิ์เห็นต่างได้ คนอื่นก็มีสิทธิ์เห็นต่างจากเราได้ช่นกัน

 

6 Inspiration Quotes แปะข้อความ ภาพเสริมกำลังใจ คำคม

ในห้องทำงานของผู้บริหารหรือบริษัทที่มั่นคง มักจะมีคำคมกับภาพสวยๆเป็นโปสเตอร์ แปะให้ทุกคนเห็นอยู่เสมอ คำคมเหล่านั้น ดูเผินจะไม่มีความหมายอะไร แต่หากได้เห็นทุกวัน วันละหลายๆครั้งก็เหมือนการโปรแกรมคำพูดดีๆเหล่านี้ลงไปในสมองของเด็กๆโดยไม่รู้ตัว สามารถหาคำคมฟรีๆเหล่านั้นได้ไม่ยาก จากอินเตอร์เนต 


 

7 ไม่จำกัดรูปแบบรายงาน Flexible homework

อย่าจำกัดความสามารถเด็กๆด้วยการทำรายงานหรือการบ้านในรูปแบบเดียวคือการเขียนรายงานมาส่ง แต่ควรเปิดกว้างให้เด็กๆได้ใช้ความคิดในการออกแบบการทำรายงานหรือการบ้านของตัวเองในรูปแบบที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเป็นเล่ม ภาพวาด งานศิลปะต่างๆ เพลง  MV เพลงแปลง ละคร หนังสั้น นิยาย ภาพถ่ายเล่าเรื่อง สต๊อปโมชั่น อนิเมชั่น เดี่ยวไมโครโฟน เกมโชว์ สิ่งประดิษฐ์ หรือหาวิธีจัดเป็นงาน Exhibtion นำเสนอในรูปแบบที่เด็กๆมีส่วนร่วมช่วยกันคิด

ความเจริญของเทคโนโลยี ทำให้การสร้างสื่อสนุกๆทำได้ไม่ยาก เด็กๆรุ่นใหม่ มีความสนใจเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว การได้ทดลองสร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดการพัฒนา เพื่อนๆได้เห็นงานของเพื่อนด้วยกัน นอกจากจะได้เพิ่มขีดความสามารถของเด็กๆแล้ว ยังเป็นการช่วยให้เด็กๆค้นพบศักยภาพหรือความถนัดของตัวเองด้วย

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆในการเพิ่มความเป็นครูที่ไม่น่าเบื่อให้กับชั้นเรียน คุณครูสามารถประยุกต์เลือกเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับแนวของตัวเองได้ หรือคิดอะไรใหม่ๆสนุกๆออกมาจูงใจเด็กๆมากขึ้น แล้วห้องเรียนของคุณครูจะไม่ใช่ห้องที่น่าเบื่อสำหรับเด็กๆอีกต่อไป

 

 

 

 เป็นครูอย่างไรไม่ให้เด็กเบื่อ  

นุกูล ลักขณานุกุล

PERSONALIZE PATHWAY CURRICULUM LEADER

ผู้แปลหนังสือมั่งคั่งระดับตำนาน หนังสือเพื่อมุ่งเข้าใจตัวตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลก ในศตวรรษที่ 21