เป็นครู แต่เบื่อโรงเรียน ทำอย่างไรดี

เป็นครู แต่เบื่อโรงเรียน ทำอย่างไรดี

คำว่า ครู มาจากคำภาษาบาลีว่า ครุ (อ่านว่า คะ -รุ). ภาษาสันสกฤตใช้ว่า คุรุ แปลว่า หนัก ผู้มีความประพฤติน่าเคารพ ผู้สั่งสอนศิษย์ (สำนักราชบัณฑิตยสถาน)

 

เมื่อคุรุ แปลว่าหนัก ภาระหน้าที่ความเป็นครูจึงเป็นภาระกิจอันหนักอึ้ง ที่ต้องแบกรับที่สำคัญ ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ภาระกิจทางกายที่หนัก แต่สิ่งที่ทำให้สังคมเสียคุณครูดีๆออกไปเพราะความ “หนักใจ” ที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน 

 

ทำไมเลือกมาเป็นครู?

 

อาชีพครูไม่ใช่อาชีพในฝันเหมือนดารานักร้อง ในประเทศอังกฤษมีการสำรวจจากสมาคมครูและอาจารย์แห่งราชอาณาจักร ( THE ASSOCIATION OF TEACHERS AND LECTURERS) ในครูฝึกสอนและครูใหม่เพิ่งบรรจุว่าทำไมถึงอยากเป็นครู นี่คือ 5 คำตอบหลักๆที่ได้มา

 

1 ได้ทำงานกับเด็กนักเรียนและสร้างความเปลี่ยนแปลง

2  ได้ทำงานที่หลากหลาย (ได้คิดค้นกลยุทธ์การสอนใหม่ๆอยู่ตลอด)

3 ชอบสอน การสอนเป็นเรื่องสนุก

4 มีครูผู้เป็นแรงบันดาลใจ

5 อยากสอนวิชาโปรด

 

น่าจะเป็นคำตอบแทนใจของคนเป็นครูในทุกประเทศ เลือกเป็นครู เพราะอยากสอน อยากให้ผู้เรียนมีความรู้ติดตัว มีอนาคตที่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงในสถาบันการศึกษาที่คุณครูทำงานอยู่ กลับทำให้มีครูจำนวนมาพิจารณาการขอลาออกจากการเป็นครู ทั้งๆ ที่ยังรักการสอนอยู่เหมือนเดิม เพราะอะไร?

 

สมาคมครูและอาจารย์ของสหราชอาณาจักรยังได้สำรวจสาเหตุของ “การเลิกเป็นครู” ออกมาได้คำตอบ 5 ข้อดังนี้

 

1  ภาระงานที่หนักเกินไป

2  สังคมไม่เห็นคุณค่า

3 มีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

4 พฤติกรรมนักเรียนควบคุมยากขึ้น

5 การประเมินและตรวจสอบคุณภาพ

 

ที่มา : https://www.theguardian.com/teacher-network/2015/jan/27/five-top-reasons-teachers-join-and-quit

 

จากเหตุผลห้าข้อนี้ การเป็นครูไทยก็ต้องเผขิญปัญหาหนักไม่ต่างอะไรกับครูในสหราชอาณาจักร หรือบางทีอาจจะมีภาระหนักมากยิ่งกว่าครูในอังกฤษ

 

มีภาระงานที่หนักเกินไป

 

บางโรงเรียนจำนวนครูต่อนักเรียนไม่สมดุล ครูต้องหอบเอาการบ้าน รายงานกลับบ้านไปตรวจที่บ้าน ทั้งที่เหนื่อยจากการสอนมาทั้งวันอยู่แล้ว เวลาที่ให้กับครอบครัวก็ต้องถูกลดทอนไปกับการตรวจการบ้าน

 

นอกจาการสอนแล้ว คุณครูไทยมีภาระหน้าที่นอกเหนือจากการสอน เป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา เช่น งานพัสดุ งานการเงิน งานธุรการของโรงเรียน การประชุม ซึ่งงานต่างๆ เหล่านี้ บางครั้งก็เบียดเบียนเอาเวลาชั่วโมงสอนของนักเรียนไป ทำให้แผนการสอนสะดุด ต้องปรับแผนการสอนใหม่ เพื่อสอนจบให้ทันตามกำหนด

 

สังคมไม่เห็นคุณค่า >>> ผลักภาระมาให้ครู

 

สถานะคุณครูไทยยังเป็นที่เคารพและเห็นคุณค่าแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจนทำให้คุณครูต้อง ”หนักใจ” คือ การโยนภาระหน้าที่ทั้งหมดในการอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นความรับผิดชอบของคุณครูฝ่ายเดียว ด้วยพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูกเอง หรือบางคนก็เข้าใจผิดว่า หน้าที่สอนลูกเป็นหน้าที่ครู ลูกทำผิดอะไรก็ต้องอ้างให้ครูดุ ครูสอนให้ดี พ่อแม่สอนลูกเองไม่เป็น บางคนบอกว่าอยู่บ้านกับลูกไม่เป็น ไม่รู้จะทำยังไง ต้องพาออกไปห้างก็มี แต่ที่หนักที่สุด คือ คิดว่า จ่ายค่าเทอม(แพงๆ)แล้ว คุณครูต้องดูแล อบรมให้ครบ ห้ามบกพร่อง บางคนก็คิดว่าตัวเองใหญ่กว่าครู ลูกทำผิดครูก็ลงโทษไม่ได้ (แต่ตัวพ่อแม่ก็สั่งสอนลูกไม่ได้เหมือนกัน) 

 

ปัญหาการผลักภาระทั้งหมดเรื่องการสอนมาให้คุณครู สร้างความหนักใจให้กับคุณครูอย่างมาก ถึงแม้ว่าคุณครูมีความตั้งใจจะอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์ได้ดีอยู่แล้ว แต่การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาเป็นคนดี มีคุณภาพ ส่วนสำคัญก็คือบ้านที่เด็กๆ ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าที่จำนวนชั่วโมงที่โรงเรียนเสียอีก หากพ่อแม่ไม่สอดส่องดูแลพฤติกรรมแล้วเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่ดี จะมาโทษที่คุณครูหรือโรงเรียนไม่ดูแลฝ่ายเดียวได้อย่างไร พ่อแม่ คือครูคนแรกของลูก ถ้าครูคนแรกบกพร่องในหน้าที่ตั้งแต่แรกแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อครูคนอื่นทุกคน

 

มีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะนโยบาย

 

นโยบายการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงไปตามข้าราชการการเมือง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ซึ่งนโยบายนั้นมาจาการหาเสียงไว้ตั้งแต่ตอนลงสมัครเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการทำการวิจัยหาทางออกที่ดีที่ให้ประเทศ ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับงบประมาณมหาศาลที่กระทรวงฯได้รับ นโยบายต่างๆที่บังคับออกมาให้ครูและโรงเรียนทั่วประเทศใช้ไม่เคยได้รับการประชุมความเห็นจากผู้ฏิบัติจริงอย่างคุณครูเลยสักครั้ง ไม่ได้เคยถูกประเมินความพร้อม หรือศักยภาพของทั้งสอนและผู้เรียนว่าเหมาะสมจะทำแล้วหรือไม่ ทำแล้วเกิดประโยชน์อย่างไร 

 

หลังจากประกาศให้มีนโยบายออกใหม่ให้ครูต้องเหน็ดเหนื่อยกาย มีภาระการทำงานเอกสารมากขึ้นแล้ว เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนรัฐบาล นโยบายเก่าที่ทำค้างไว้(แทบตาย) ยังไม่ทันพิสูจน์ว่าเห็นผลกับเด็กๆหรือไม่ ต้องยกเลิกแล้วมาเริ่มใหม่กับรัฐบาลใหม่ ที่ได้รับงบประมาณมาใหม่ ทั้งที่ประเทศที่เจริญแล้ว จะต้องมีแผนการศึกษาระยะยาว 20 ปี เพราะการศึกษาคือ รากฐานของประเทศในเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเห็นผลเมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็คือ อีก 20 ปีข้างหน้า 

 

ฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั้งหมดใช้เวลาหลายสิบปีด้วยแผนที่มีวิสัยทัศน์ยาวนาน เชื่อมั่นกับแผนนั้นจนประสบผลในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั้งประเทศได้จริง ถ้าฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงนโยบายทุก 4-5 ปีตามรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ฟินแลนด์เปลี่ยนระบบการศึกษาให้พัฒนามาจนถึงขั้นนี้ได้หรือไม่


 

พฤติกรรมนักเรียนควบคุมยากขึ้น

 

GEN ที่เปลี่ยนไป คงทำให้ ครูไม่ได้มีอำนาจต้องให้เด็กเชื่อฟังและทำตามได้ง่ายๆเหมือนสมัยครูและนักเรียนในอดีต นักเรียนมองหาครูที่เป็นเพื่อน มีความเข้าใจ สอนสนุก มากกว่าครูที่คอยแต่ดุว่า สั่งสอน และไม่พยายามเข้าใจ ปัญหาจึงไปตกคุณครูที่เกิดและเติบโตมากับครูยุคเก่าตลอดทั้งชีวิต (คือนักเรียนต้องยอม ครูมีอำนาจเหนือกว่า ทุกประการ)  แต่ต้องถูกผลักดันให้กลายเป็นครูที่ยุคใหม่ต้องการ ครูบางคนก็เข้าใจจุดนี้ ปรับตัวได้ ใช้สื่อเป็น อบรมเรียนรูุ้พัฒนาหากลยุทธ์ใหม่ไปใช้กับลูกศิษย์ เลิกการควบคุมแต่เป็นเข้าถึง เข้าใจ

 

ก็มีครูจำนวนไม่น้อย ที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่านอกจากการยืนสอนหน้าห้อง เขียนกระดาน (แบบที่ตัวเองเคยเรียนมาแบบนี้) แล้วต้องทำอะไร อย่างไร สุดท้ายก็ต้องเบื่อ เหนื่อยกาย เหนื่อยใจและท้อแท้ขอยอมแพ้ไปทำอย่างอื่นดีกว่าในที่สุด

 

การประเมินและตรวจสอบคุณภาพ

งานประเมินและตรวจสอบคุณภาพที่ถูกประเมินกันลงมาเป็นทอดๆตั้งแต่ระดับภาค ระดับจังหวัดและระดับเขตการศึกษา ที่ดูเหมือนจะมีการประเมินและแข่งขันกันในที แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ หรือเป็นเรื่องของการวัดผลคะแนนของโรงเรียนในสังกัด งานของคุณครูนอกจากการสอน งานในโรงเรียนอื่นๆ และงานประเมินตรวจสอบคุณภาพนี่เองที่ทำให้คุณครูต้องใช้เวลาที่มีจำกัดอยู่แล้ว ทำงานเอกสารประเมินคุณภาพ บางทีก็เป็นจัดขึ้นให้ดูเฉพาะเพื่อการประเมินตรวจสอบในครั้งนั้น เพราะหากการประเมินไม่ผ่าน มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณครูและโรงเรียนแน่นอน

 

คะแนนสอบสอบวัดระดับชาติก็เป็นงานที่คุณครูต้องถูกประเมินอย่างหนัก หากเด็กๆทำได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ บางครั้งต้องยอมเสียเวลาชั่วมองสอนปกติมาติวให้เด็กๆที่ต้องสอบเป็นการเฉพาะเพื่อดึงคะแนนขึ้น ทั้งๆที่รู้ว่า การติวเพื่อสอบอย่างเดียวไม่ได้ช่วยพัฒนาเด็กในระยะยาวได้จริง เจ็บปวดใจแต่ต้องทำ เพราะการประเมินบังคับ

 

นอกจากนี้ คุณครูไทยยังประสบปัญหาอีกสองข้อใหญ่ที่ทำให้ มีคุณครูยอมแพ้ลาออกไปทั้งที่ใจยังรักเด็กนักเรียน

 

การต้องสอนให้ครบจบตามบทเรียนในหลักสูตร หรือเพื่อสอบแข่งขัน

 

หลักสูตรที่ถูกกำหนดตายตัวมาจากกระทรวง เป็นหลักสูตรที่เรียกว่า สำหรับทุกคน ทุกพื้นที่ในช่วงชั้นปีเดียวกันต้องทำให้ได้ตามระดับเดียวกัน  เนื้อหารายวิชามีการปรับและกำหนดมาใหม่ได้เสมอในปีการศึกษาใหม่ โดยที่คุณครูได้แต่ปฏิบัติตามโดยที่ยังไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรให้สอนจบ เข้าใจ ครบพอไปสอบได้ เพราะเรื่องเก่ายังสอนไม่ทันอยู่เลย โดยเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องมีการต่อยอดจากพื้นฐานความรู้เดิมอย่างเช่นคณิตศาสตร์ 

 

เด็กที่พื้นฐานไม่แน่น ไม่ได้เรียนด้วยความเข้าใจจริง แต่ต้องให้ผ่านจบไปเพราะเวลาไม่พอ กลายเป็นปัญหาดินพอกหางหมู เรื้อรัง ยิ่งโตขึ้น เนื้อหาบทเรียนก็ยิ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบัน การสอบแข่งขันระดับมัธยม หรืออุดมศึกษา สูงขึ้นมาก ความรู้ระดับเดิมที่ยากอยู่แล้ว ต้องเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อการสอบต่อ ส่งผลกระทบต่อนกัเรียนที่ตามไม่ทันกลุ่มดินพอกหางหมูจนไปต่อไม่ได้ สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็เบื่อ เรียนไม่ทัน ฟังไปก็ไม่เข้าใจเลย โดดเรียนหรือไม่สนใจเรียนเลยดีกว่า คุณครุก็ยิ่งเครียด เบื่อ แค่หวงสอนไม่ทันก็แย่พอแล้ว ยังต้องมารบกับเด็กที่ไม่อยากเรียนอีก น่าสงสารทั้งครูและลูกศิษย์

 

รายได้ไม่พอ เป็นหนี้สูง

 

รายจ่ายของครูกับรายได้ไม่สอดคล้องกัน ครูส่วนใหญ่มีรายได้ที่มีเพดานจำกัด อีกทั้งมีเวลาจำกัด งานนอกเหนือการสอนก็เยอะ ต้องเตรียมการสอน เอาการบ้านไปตรวจที่บ้าน เวลาของตัวเองและครอบครัวแทบจะไม่มี การทำอาชีพเสริมจึงยากกว่า งานที่มีโอกาสรับรายได้สูงๆ อย่างงานขาย เมื่อครูมาทำเป็นอาชีพเสริม บางครั้งก็ได้รับการค่อนแคะจากผู้ปกครอง หรือครูด้วยกันเอง

 

ครูก็เป็นคนปกติ มีครอบครัวต้องรับผิดชอบ มีภาระค่าใช้จ่าย แต่ด้วยงานที่ดึงเวลาของครูไปมาก ครูส่วนใหญ่จำเป็นต้องเลือกการเป็นหนี้ เพื่อพยุงครอบครัว 

 

เมื่อครูที่ตั้งใจดี ยอมแพ้มากขึ้นมากทุกวัน

 

“ศิษย์ได้ดี เพราะมีครู”  แต่เมื่อคุณครูที่เลือกเส้นทางเดินนี้เพราะอยากเห็นลูกศิษย์ได้ดี ต้องจำนนหันไปเลือกเส้นทางอื่น คนที่แพ้จริงๆไม่ใช่ครู แต่เป็นประเทศกำลังแพ้ เด็กๆคืออนาคตของประเทศ  ไม่มีครูที่ดีมากพอ จะมีผู้ใหญ่ที่ดีมากพอเป็นกำลังของประเทศได้อย่างไร เทคโนโลยีเป็นเพียงตัวช่วยในการเรียนรู้ ไม่อาจทดแทนครูผู้มีใจรักการพัฒนาศิษย์ได้ ถ้าใช้เพียงเทคโนโลยีแทนครูได้ ฟินแลนด์คงไม่ให้เงินเดือนครูสูงมาก และวุฒิการศึกษาของครูให้สูงกว่าเดิมเพื่อให้ได้ครูที่มีคามสามารถมากขึ้นมาพัฒนาเยาชน 

 

ทางรอดเพื่อดึงครูที่กำลังจะออกไป ให้กลับมา

 

เพื่อให้ประเทศชนะเหมือนที่ฟินแลนด์ชนะ คุณครูต้องมีอาวุธใหม่ ที่ไม่ใช่ไม่เรียว แต่เป็นองค์ความรู้ใหม่ใน    การพัฒนาคนเป็นรายบุคคล พัฒนาคนตามศักยภาพให้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องเอามาตรฐานรวมของคนอื่นมาตัดสินรวมไปถึงการดึงศักยภาพของครูออกม เรียนรู้พัฒนาไปพร้อมกัน

 

“How to Train Genius สร้างอัจฉริยะด้วยตัวคุณ” คือ คอร์สที่จะไขกุญความเข้าใจใหม่ในการพัฒนารายบุคคล  เพียงความเข้าใจนี้ บวกกับความรักในการเห็นลูกศิษย์เติบโต จะทำให้รู้ว่า ประเทศนี้ยังมีความหวัง และเราจะไม่แพ้

 

เป็นครู แต่เบื่อโรงเรียน ทำอย่างไรดี

พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ

INSPIRING LEADER

Global Partner of Genius School Thailand  นักธุรกิจหญิง ผู้ค้นพบเส้นทางประสบความสำเร็จของตนจากการเข้าใจตัวเอง ทำให้เธอมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีธุรกิจมากกว่า 20 ธุรกิจ