เปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้องเล่น

เปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้องเล่น

ในยุคที่เรามีมือถือซูมไปไกลถึงดวงจันทร์ มีดาวเทียมที่เห็นหลังคาบ้านตัวเองได้ อยากรู้อะไรก็แค่คลิก คำตอบมาไม่เกิน 3 วินาที และ การรอโหลดอะไรเกิน 5 วินาทีถือว่า เนตกาก! ยิ่งเด็กเล็กๆ ที่เกิดมาพร้อมกับ 4G ประมูลกันเสร็จแล้ว มือถือคืออวัยวะที่ 38 ของทุกคนรวมไปถึงเด็ก เราจะหวังให้เด็กสนใจนั่งอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมของโต๊ะนักเรียน ในห้องเรียนแคบๆ ที่มีคุณครูคนหนึ่งคอยเขียนตัวหนังสือเต็มไปหมดบนกระดานกับหนังสือเรียนด้วยความกระตือร้นตลอด 8 ชั่วโมงโดยไม่เบื่อ จะเป็นไปอย่างไร?

 

กูเกิ้ล ยังออกแบบให้ออฟฟิสธรรมดาที่แสนจะอึดอัดกลายเป็นที่ทำงานที่น่าสนุก มีมุมทำงานที่หลากหลาย มุมผ่อนคลายให้เปลี่ยนอิริยาบท มุมสร้างแรงบันใจ เรียกว่า แค่มองเห็นก็รู้สึกอยากจะไปนั่งทำงานตรงนั้นบ้าง น่าจะคิดผลิตไอเดียดีๆออกมาได้เยอะๆ ถ้าสถานที่ทำงาน ไม่ใช่แค่การมีโต๊ะ เก้าอี้ แต่มันคือแหล่งผลิตงาน ผลิตเงิน มหาศาลจากคนที่ทำงานอยู่ตรงนั้นได้ แล้วสถานที่เรียนของเด็กนักเรียนล่ะ ถ้าเปรียบสถานศึกษาเป็นแหล่งผลิตพลเมืองคุณภาพแห่งอนาคตของประเทศ ที่จะสรรค์สร้างนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้า เราจะให้สถานที่เรียนนี้มีแค่ โต๊ะ เก้าอี้ กระดาน  ตำราเรียน เท่านั้นเองหรือ

 

อยากเปลี่ยนห้องเรียน แต่ไม่มีงบ

 

ถ้าลองดูออฟฟิสของ กูเกิ้ล จริงๆ จะพบว่า ไม่ได้ประกอบไปด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ ไฮเทคที่ทำให้ บรรยากาศห้องน่าอยู่ แต่เป็นเรื่องของวิธีการจัดวางพื้นที่ห้อง การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ให้ดูอบอุ่น น่าสบาย ต่างหาก  ความรู้สึกของการเข้ามาในห้องที่น่าอยู่ น่านั่ง ไม่รู้สึกกดดัน ไม่เครียด ไม่เต็มไปด้วยวิชาการหรือมีแต่บอร์ดคะแนน เด็กๆจะรู้สึกผ่อนคลายได้มากกว่า 
 

ไม่ว่าเด็กโตหรือเด็กเล็กก็ล้วนต้องการอยู่ในบรรยากาศที่รู้สึกผ่อนคลาย สภาวะการเรียนรู้ของสมองที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ในสภาวะที่มีความสุข ซึ่งไม่ต่างจากที่ทำงานของผู้ใหญ่ งานจะออกมาได้ดีขึ้น ถ้าบรรยากาศที่ทำงานเอื้ออำนวย สถานที่เรียนไม่รู้สึกว่าอยู่ในห้องเรียน แต่เป็นห้องเล่น (เหมือนออฟฟิสกูเกิ้ลที่ไม่รู้สึกว่าอยู่ในที่ทำงานแต่กลับได้งานมากกว่า) ก็อาจทำให้ได้งานมากกว่า 

 

เปิดใจกว้าง เข้าใจให้ได้  “ที่เห็นว่าเล่น กำลังเรียนรู้” (ลาว คำหอม)

 

ความคิดเก่าๆว่าการเรียนต้องเกิดจากการนั่งอยู่กับโต๊ะ อยู่ในห้องเรียน อยู่โรงเรียน อยู่ในตำรา หรืออยู่กับการฟังครูสอนเท่านั้น ต้องได้รับการเข้าใจใหม่ เปิดใจยอมรับว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องยึดติดรูปแบบเดิมๆ ยิ่งกับเด็กยุคใหม่การเรียนรู้แบบเดิมแทบจะไม่ได้ประโยชน์อีกต่อไป เพราะวิถีการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ต่างจากเดิมมากจากการเติบโตมากับเทคโนโลยี ตำราน่าเบื่อที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือเยอะๆ กับคุณครูที่เอาแต่เขียนกระดานทั้งหน้า เพื่อให้เด็กจด ไม่ได้สร้างการให้เกิดการเรียนรู้ แต่เป็นการจดก๊อปปี้สิ่งที่คุณครูสอน ซึ่งเด็กๆยุคใหม่จะตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ส่งเป็นไฟล์มาให้เลย หรือคุณครูรู้จัก COPY & PASTE มั้ย ทำไมต้องคัดลอกทั้งหมดบนกระดาน ขอถ่ายรูปในมือถือแทนได้มั้ยครู แล้วก็ขออัดเสียง อัดคลิปที่ครูสอนไปดูที่บ้านแทน ตอนนี้ขอเล่นเกมก่อนก็ได้
 

จะไปโกรธเด็กนักเรียนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าเราเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างง่ายดายแบบนี้ คุณครูก็คงมีอาการไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ ดังนั้น หากเราแปลงห้องเรียนแบบเดิมที่แสนน่าเบื่อให้เป็นห้องเล่น สร้างความแปลกใหม่ สมองของเด็กจะไม่รู้สึกจำเจกับสภาพเดิมๆ มีความกระตือรือร้น มากขึ้นได้

 

6 วิธีแปลงห้องเรียนเดิมเป็นห้องใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

 

 1. Flexible learning space ห้องเรียนขยับได้

แค่การปรับตำแหน่งโต๊ะนักเรียน จากที่เคยนั่งเป็นคู่ๆ หันหน้าเข้ากระดาน ลองเปลี่ยนเป็นตัวยู มีพื้นที่ตรงกลางเหมือนเป็นแคทวอล์ก หรือลองจัดเป็นกลุ่มละ 3 คนบ้าง จัดโต๊ะแนวเฉียงๆดูบ้าง ไม่ต้องเข้ามุมพอดีอย่างเดิมๆ
 

แค่การขยับปรับตำแหน่งห้องเรียน ก็สร้างความรู้สึกใหม่ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ถ้าพอมีเก้าอี้นั่งพัก สบายๆก็นำมาจัดวางเป็นมุมพักผ่อนสำหรับเด็กๆช่วงพักทำงานเสร็จได้นอนเล่น นั่งเล่น

 

2. Active Class Room ห้องเรียนแอคทีฟ

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการเรียนในห้องเรียนปกติคือ ภาวะเนือยนิ่ง โดยเฉพาะเด็กโต ที่คุณครูเน้นการเรียนการสอนแบบทางเดียวคือ ฟังครูแล้วจดตามกระดาน หรือทำงานในสมุด หนังสือเรียน การทำงานของสมองไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะมีรอบการทำงานที่ดีสุดตั้งแต่เริ่มอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วค่อยๆ ลดต่ำลง ตามแต่ว่าใช้งานสมองหนักแค่ไหน จนไปอยู่ในสภาวะอะไรก็ไม่เข้าหัว การเรียนแบบ PASSIVE คือนั่งนิ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป กับการต้องใช้สมองอย่างหนัก ทำเกิดภาวะสมองล้า เฉื่อยชาได้ 
 

วิธีการปรับแก้ ไม่ยากและไม่ต้องเปลืองงบประมาณอะไรเลย เพียงปรับการเรียนการสอนให้การเรียนเป็นการเรียนปนเล่น คือ ให้มีการได้ขยับเขยื้อนร่างกาย วิ่ง กระโดด ยกมือ ปรบมือ เต้น เชียร์เพื่อน ซึ่งอาจจะเป็นการแข่งขันอะไรก็ได้  ให้ห้องมีพลังงานขึ้นมา
 

หรือใช้การยืนเรียนบ้างก็ได้ ไม่ได้เป็นการลงโทษ แต่เป็นการยืนสลับกับการนั่ง ปัจจุบันมีโต๊ะยืนทำงานเพื่อช่วยให้การทำงานดีขึ้น อาจเป็นการยืนประชุมกลุ่ม ก็ได้ 

 

3. Learning stations สถานีความรู้

อีกรูปแบบของการจัดพื้นที่ให้เกิดประโยชน์คือ การจัดเป็นสถานีเรียนรู้เรื่องย่อยๆในบทเรียนออกเป็นจุดต่างๆในห้อง ให้เด็กได้เดินไปศึกษาเรียนรู้ อาจมีเกมที่เกี่ยวให้เล่นเพื่อการเรียนรู้แล้ว โดยสามารถจัดเป็นกลุ่มๆเวียนตามสถานีต่างๆช่วยกันบันทึก สรุปแล้วมาอภิปรายออกความเห็นกันภายหลัง ถ้าเป็นเด็กโตหน่อย สามารถมอบหมายงานให้เด็กๆมาเป็นเจ้าของสถานีย่อยๆผลัดกันมาแบ่งปันความรู้ได้

 

4. Game corner มุมเกม

ปกติในห้องเด็กอนุบาลมักจะมีมุมเกม บล้อคไม้ ตุ๊กตาให้เล่น แต่เมื่อในระดับที่โตขึ้น มุมเกมกลับหายไป ซึ่งจริงๆแล้ว  เด็กๆ ล้วนชอบเล่นเกม การมีมุมเกม บอร์ดเกม เลโก้ หมากรุก หมากฮอส โกะ ทำให้เด็กๆรู้สึกว่าห้องน่าสนุก อยากเข้าห้องเรียนมากขึ้น โดยสามารถใช้เป็นรางวัลสำหรับเด็กให้ได้มาเล่นเกมที่มุมเกมก็ได้ ควรจัดหาเกมมาผลัดบ้าง หรือกระตุ้นให้เด็กๆทำเกมขึ้นมาเล่นเองก็ได้

 

5. Game online to offline ใช้เกมออนไลน์ ดึงดูดใจเด็ก

เด็กๆยุคนี้เติบโตมากับเกมออนไลน์ หากคุณครูนำประโยชน์จาการเกม โดยสอบถามเกมที่เด็กในห้องชื่นชอบ มาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น มาเป็นตัวอย่างในการเรียน  ตกแต่งบอร์ดด้วยคาแร็คเตอร์ เอาคาแร็คเตอร์จากการเกมมาเป็นตัวละครนำสู่บทเรียน หรือแม้กระทั่งจำลองเอารูปแบบของเกมนั้นแปลงเป็นเกมความรู้สำหรับเด็กๆ หรือให้เด็กๆ สามารถเลือก AVATAR ของตัวเอง แข่งกันทำคะแนนสะสมขึ้น LEVEL โดยอาจจะมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเด็กๆ ที่ชนะได้ สามารถเล่นเป็นทีมให้ช่วยกันทำคะแนนสะสมแข่งกันก็ได้ หรือถ้าเป็นเด็กโตหน่อย ให้ลองสร้างจำลองเกมขึ้นมา โดยใช้เนื้อหาบทเรียนเป็นเกณฑ์แข่งขันก็ได้ การใช้เกมออนไลน์ เป็นการลดระยะห่างระหว่างครูกับนักเรียน เด็กๆ นักเรียนจะรู้สึกว่าครูเข้าใจเค้ามากขึ้น อยากเรียนมากขึ้น

 

6. Classroom theme จำลองห้องเรียนตามธีม

ในการเรียนบทเรียนเรื่องใหม่ๆ หากจำลองห้องเรียนให้มีบรรยากาศ มีกลิ่นไอ หรือสามารถบอกเล่า ส่งเสริมบทเรียนที่กำลังเรียนอยู่ได้ จะเพิ่มความสนใจให้กับบทเรียนได้มาก ถ้าหากให้เด็กๆแต่งตัวหรือสร้างพร้อพ อุปกรณ์ช่วยแต่งตัวให้เข้ากับบรรยากาศ ก็จะยิ่งเพิ่มความสนุกได้
 

การจำลองห้องสามารถทำได้สองแบบ คือ การเริ่มบทเรียนใหม่เพื่อจูงเข้าสู่บทเรียน หรือการใช้เมื่อได้เรียนจบแล้ว โดยเหมือนเป็นการสรุปความรู้ สิ่งที่ได้เรียนมา โดยให้เด็กๆมีส่วนร่วมเป็นคนจัด นำเสนอออกความคิดแล้วเชิญเพื่อนข้างห้องหรือน้องๆมาร่วมงานได้


 

ในการแปลงโฉมห้องเรียนให้เป็นห้องเล่น ไม่มีกำหนดตายตัว สามารถทดลองเปลี่ยนแปลงได้โดยมีจุดประสงค์

สำคัญคือการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ความสนุก มีบรรยากาศที่ดีในการเรียน ทำให้ห้องเรียนไม่ใช้ห้องที่น่าเบื่อ หรือเต็มไปด้วยความเครียด  

อย่าลืมว่า สำหรับเด็กแล้ว ที่เห็นว่า เล่น แท้จริงกำลังเรียนรู้ กันอยู่




 

 

เปลี่ยนห้องเรียนเป็นห้องเล่น

นุกูล ลักขณานุกุล

PERSONALIZE PATHWAY CURRICULUM LEADER

ผู้แปลหนังสือมั่งคั่งระดับตำนาน หนังสือเพื่อมุ่งเข้าใจตัวตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลก ในศตวรรษที่ 21