ลูกถูก Bully ทำอย่างไรดี

ลูกถูก Bully ทำอย่างไรดี

“ไอ้อ้วน ไอ้ดำ ไอ้เตี้ย...”

เมื่อเข้าโรงเรียน สิ่งที่แทบทุกคนต้องเจอคือ การโดนล้อจากรูปร่างหน้าตา บุคลิก ล้อปมด้อย การตั้งชื่อฉายา การล้อชื่อพ่อแม่ การแกล้งเปิดกระโปรง ดึงกางเกง ดึงเก้าอี้อตอนนั่งทำให้ล้ม เอาร้องเท้าไปทิ้งถังขยะ เอาการบ้านไปซ่อน การแกล้งกันมีตั้งแต่เบาะๆไปจนการแกล้งที่โหดร้าย สร้างบาดแผลในจิตใจมาจนโตก็มี สมัยก่อนเรียกว่าโดนแกล้ง สมัยนี้รู้จักกันในนามว่า Bully ซึ่งกลายเป็นประเด็นในสังคมที่พ่อแม่ คุณครูให้ความสำคัญที่ต้องสอดส่องดูแลมากขึ้น

 

คำว่า แกล้งอาจจะดูเบา แต่พอเป็นคำว่า Bully ฟังดูรุนแรง แต่คำถามก็คือ แค่ไหนเรียกว่า แค่แกล้งกัน แค่ไหนถึงกลายเป็น Bully

Bullyตามความหมายของ Cambridge Dictionary

to hurt or frighten someone, often over a period of time, and often forcing that person to do something they do not want to do:

การทำให้ใครเจ็บ หรือทำให้กลัวเป็นระยะเวลาหนึ่ง และบังคับขู่เข็นให้คนอื่นทำในสิ่งที่เขาไม่ได้เต็มใจทำ

 

นั่นคือความหมายตามพจนานุกรม แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ แค่ไหนถึงจะเป็นการ Bully สำหรับลูกของเราต่างหาก

 

ระดับความทนได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

พื้นนิสัยของเด็กแต่ละคนมีความทนทาน หรอความรู้สึกตอบโต้กลับ ในเรื่องต่างๆไม่เท่ากัน พูดง่ายๆคือ มีบางกลุ่มที่เปราะกว่า กระทบกระเทือนใจง่ายกว่า และอีกบางกลุ่มที่มีแข็งกว่า ไม่ค่อยรู้สึกอะไรง่ายๆ หรือมีภูมิมากกว่า 

ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนพอเดินเข้ามาในห้อง แล้วเป็นจังหวะเพื่อนหยุดพูดพอดี 

เด็กกลุ่มเปราะบาง จะรู้สึกไม่สบายใจ กังวลใจว่าจะถูกนินทา หรือทำอะไรผิด มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับตัวเองหรือเปล่า 

เด็กกลุ่มทนทาน อาจจะไม่ได้ทันสังเกตด้วยซ้ำว่า มีการหยุดพูดคุย ทำภารกิจของตัวเองไม่ได้สนใจคนอื่น หรือไม่ได้สนใจเข้าไปร่วมวงสนทนาทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรเลย

 

หรือ เวลามีคนว่า “ไอ้อ้วน”

ก็จะมีคนที่อ้วนบางคนเฉยๆ อ้วนแล้วไง กับคนที่กังวลใจ ไม่อยากอ้วน

 

คำเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบางคน แต่อาจเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับเด็กบางคน ไม่ได้มีเส้นแบ่งว่า คำนี้เรียกว่า Bully แล้ว คำนี้แค่หยอกเล่น เพราะระดับการรับได้ของเด็กแต่ละคน ไม่เท่ากันมาจากพื้นนิสัยติดตัว และมาจากการเลี้ยงดู บ้านที่พูดจาสุภาพ เลี้ยงดูแบบทะนุถนอมสูง กับบ้านที่โผงผาง พูดคำแรงๆล้อเลียนแรงๆกันเป็นเรื่องปกติ เด็กในแต่ละสภาพแวดล้อมย่อมมีความทนทานรับได้ต่างกัน

 

คำถามสำคัญก็คือ แล้วลูกๆของเราล่ะ มีระดับการรับได้แค่ไหน พ่อแม่เคยรู้หรือไม่?

 

จะรู้ได้ต่อเมื่อมีการพูดคุยกันยามในปกติ ขอย้ำว่าในยามปกติ ไม่ใช่กำลังมีประเด็นที่เกี่ยวกับลูกโดยตรงอยู่ หรือทะเลาะกันกับใครอยู่ สามารถลองยกสถานการณ์ตัวอย่างในทีวี ในคลิปที่มีการ Bully การแกล้งกัน (ดูระดับให้เหมาะกับวัยของลูกด้วย) เช่น คลิปของฝรั่งที่แกล้งกันให้ขำอยู่เยอะ ลองถามความรู้สึกของลูกดูว่า รู้สึกอย่างไร เป็นการเปิดเรื่อง แล้วค่อยๆถามต่อว่า เคยถูกเพื่อนแกล้งมั้ย ลูกไม่พอใจเวลาเพื่อนแกล้งแบบไหน หรือพูดแบบไหนมากที่สุด ให้ลูกค่อยๆเล่าเหตุการณ์นั้นมา โดยระลึกเสมอว่า ไม่ได้เล่าเพื่อจะไปซักทอดพยาน หรือตัดสินใคร โดยเฉพาะหากลูกเอ่ยถึงเพื่อนที่แกล้งลูก หรือสิ่งที่ลูกตอบโต้กลับก็ตาม ถ้าลูกสัมผัสได้ว่า การเล่าออกไปจะทำให้ลูกหรือเพื่อนลูกไม่ปลอดภัยเพราะจะถูกเอาเรื่องได้ เด็กบางคนจะหยุดการเล่าทันที 

 

จงจำไว้เสมอว่า จุดประสงค์ของการพูดคุยคือการรู้ระดับความรับได้ของลูก รู้ความคิดความรู้สึก นิยามที่แท้จริงของคำว่า โดน  Bully ของลูกเป็นอย่างไร 

อย่าพูดว่าเรื่องแค่นี้เองหรอ

อย่างที่บอกไปว่า หากลูกของเราเป็นเด็กที่เปราะบาง แม้เรื่องจะดูเล็กน้อยในสายตาเรา แต่มันใหญ่มากในความรู้สึกลูก แล้วก็ไม่จำเป็นต้องปลอบโยนในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แค่รับฟังและเข้าใจ เพราะเด็กที่เปราะบางมีแนวโน้มจะสะเทือนใจซ้ำขึ้นมาอีก เหมือนถูก Bully อีกครั้งได้ หรือถ้าจะดีกว่า คือการชื่มชมว่า เก่งมากที่สามารถผ่านมาได้ 

 

หา “ปม” ในใจให้เจอ

ถ้าได้ฟังลูก รู้ว่า ลูกรู้สึกแย่กับเรื่องไหน ถ้าทำได้และลูกยอมเปิดใจต่อ การพูดคุยในระดับที่ลึกขึ้นว่า ทำไมเรื่องนั้นจึงได้กระทบจิตใจของลูก มีเรื่องอะไรลึกไปกว่านั้น โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยประถมปลายขึ้น คุณจะได้เข้าใจความรู้สึก ความคิดลึกๆในใจของลูกมากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมว่า ห้ามวิจารณ์ติเตียน ฟังอย่างเข้าใจเหมือนเป็นเพื่อนดีที่สุด

 

ช่วยลูกรับมือกับการ Bully อย่างมีแบบแผน

ไม่ว่า ระดับการทนของลูกจะอยู่ระดับไหนก็ตาม สิ่งที่ควรทำต่อมาคือ การซักซ้อมแผนการรับไว้ล่วงหน้า หากมีเหตุการณ์แกล้งเกิดขึ้นจริง มีเด็กผู้ชายตัวโตใช้กำลังต่อยเพื่อนตัวเล็กๆจนถูกคุณครูลงโทษว่าแกล้งเพื่อน ทั้งที่ความจริงคือ  เด็กตัวเล็กสุดแสบนั้นต่างหากที่เป็นคนแกล้งล้อจน เด็กตัวโตทนไม่ได้ พอเกิดเรื่องราวขึ้น สังคมมักตัดสินจากสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น หรือมีเด็กผู้หญิงที่ต้องทนโดนเพื่อนไถเงิน ทุกวันเพราะไม่กล้าบอกใคร 

เด็กๆไม่รู้หรอกว่า ควรจะรับมือกับการแกล้งนั้นอย่างไร ถ้าไม่เคยได้ถูกเตรียมตัวมาก่อน ก็เหมือนการฝึกวิชาป้องกันตัวให้ลูก กรณีจะมีใครเข้ามาท่าไหน ต้องรับมืออย่างไร เพื่อจะได้หนีได้ทัน เด็กที่เคยถูกฝึกเตรียมพร้อมมาจะรับมืออย่างมีสติ ผิดกับเด็กที่ไม่เคยถูกเตรียมตัวจะพลาดพลั้งได้ง่าย 

เพื่อจะเตรียมลูกรับมือกับการโดนกลั่นแกล้ง Bully คือ การคุยกันตั้งแต่แรกว่า หากโดนแกล้งแบบนี้ จะทำอะไรเป็นขั้นๆไป เพราะส่วนใหญ่คนที่แกล้งก็คือ เพื่อนๆ ไม่ใช่คนร้ายทั่วไป ให้ลูกร่วมช่วยกำหนดขั้นเช่น

ขั้นที่  1 บอกกล่าวตักเตือน ว่าไม่ชอบอย่าทำอีก  

ขั้นที่  2 เสียงดังขึ้น สั่งให้หยุดหรือต่อว่าแรงขึ้น จับหรือใช้แรงห้ามเพื่อนไม่ให้ทำเป็นการตักเตือน

ขั้นที่  3 เลี่ยงการต้องเผชิญหน้าให้มากที่สุด

ขั้นที่  4 บอกคุณครูหรือผู้ใหญ่ให้จัดการ

ขั้นที่  5 บอกพ่อแม่ผู้ปกครองของคู่กรณี

ขั้นที่ 6 ลงมือกลับบ้าง (แล้วแต่กรณีเช่น เด็กผู้ชายอาจจะมีบ้างแต่ต้องยอมรับผลว่า จะต้องโดนลงโทษทั้งสองฝ่ายแน่ๆ)

เป็นต้น อันนี้ต้องแล้วแต่กรณีตามความเหมาะสม เพื่อลดการตอบโต้รุนแรงทันทีสำหรับเด็กผู้ชายและลดการยอมอยู่ตลอดเวลาของเด็กผู้หญิงที่เปราะบาง ให้เด็กๆ รู้ว่า มันมีทางแก้อะไรอื่นๆ ที่จะทำได้บ้างเพื่อแก้ปัญหานี้

 

Bully แบบทำร้ายร่างกาย -- เรื่องนี้ต้องไม่ทน

การตั้งใจทำให้บาดเจ็บทางร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องไม่ให้ลูกทนเด็ดขาด เพราะเป็นการละเมิดต่อร่างกายคนอื่น เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องบอกลูกว่าห้ามยอมทนหากได้รับการกลั่นแกล้งที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บอย่างจงใจ  เป็นการสอนให้รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเองไม่ให้ใครละเมิดและรวมไปถึงการเอาเรื่องกับคู่กรณี ที่เป็นเพื่อนก็ตาม จะได้ไม่มีนิสัยละเมิดสิทธิคนอื่นด้วยการทำร้ายคนอื่นตั้งแต่ยังเด็กอีก นับเป็นการช่วยเหลือปกป้องไม่ให้ทำเช่นนี้ไปจนเป็นผู้ใหญ่ อาจต้องได้รับโทษจากกฎหมายบ้านเมืองจริงๆ 

การไม่ให้ลูกยอมคือการให้ลูกบอกคุณครูที่ลูกไว้ใจ เข้ามาช่วยเหลือหรือบอกผู้ใหญ่ที่เป็นกลางเพื่อเข้ามาช่วยดูแลหากได้รับการกลั่นแกล้งทางร่างกายจนได้รับบาดเจ็บโดยเจตนา 

 

Cyber Bully เมื่อถูก Bully ถึงในห้องนอน

เทคโนโลยี โลกออนไลน์ทำให้เด็กๆมีสังคมออนไลน์อย่างอิสระ สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือ การโดน  Bully จากการแสดงความเห็นอย่างรุนแรง ยิ่งหมกมุ่นอยู่กับสังคมออนไลน์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับการถูกทำร้ายจาก คำวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น 

นักเลงคีย์บอร์ด มีมากขึ้นทุกวัน การให้ร้ายโดยไม่มีมูลความจริง ข่าวปลอม ข่าวมั่ว การแชร์ส่งต่อกันโดยไม่ตรวจสอบความจริง สร้างปัญหาคนไปทั่วโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์สร้างปัญหาในโลกชีวิตจริงมามากมายทั่วโลก ในสังคมโลกออนไลน์ของเด็กๆก็เช่นกัน การแสดงความเห็นที่รุนแรงหรือการส่งต่อข่าวๆมั่วให้เพื่อนได้รับความเสียหายเป็นการโดน Bully ถึงในห้องนอน เพราะเด็กๆอยู่กับสื่อออนไลน์จนเข้านอน 

Cyber Bully นับวันยิ่งทวีความรุนแรง น่ากลัวมากกว่า การถูก Bully ที่โรงเรียนเสียอีก เพราะการแพร่ะกระจายที่รวดเร็วและเสพสื่ออยู่ตลอดเวลา เหมือนยิ่งตอกย้ำขยายปัญหา การถูกแกล้งที่โรงเรียน บางครั้ง ย้ายโรงเรียนก็จบแต่ Cyber Bully ตามติดไปกับมือถือทุกที่

 

สร้างภูมิต้านทานด้วย self-esteem และการปล่อยวาง

เด็กที่มีเจ็บปวดกับการความเห็นได้ง่าย มักจะมีความนับถือตัวเองหรือ Self-esteem ต่ำ พูดง่ายๆคือไม่ค่อยมั่นใจในความมีดีของตัวเอง มักจะมองตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ไม่สวย ไม่เก่ง ไม่รวย ไม่ฉลาด ไม่มีคนรัก รากฐานมา      จากการได้รับความรักความาเอาใจใส่ไม่เพียงพอ คำวิจารณ์ต่างๆจึงมีผลกับความรู้สึก กระเทือนจิตใจมากกว่าคนทั่วไป คนที่เปราะบางมาก อาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายได้ โดยฉพาะวัยรุ่นซึ่งเป็นวันที่อยู่กับสื่อเยอะ และจิตใจอ่อนไหวง่าย

สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ฟื้นฟู ยกระดับความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวให้ได้ แต่ละคนมีดีของตัวเอง สิ่งที่ช่วยลูกได้คือ การมองย้อนดูความสำเร็จในอดีตว่า ลูกสามารถทำอะไรเจ๋งๆมาได้ตั้งเยอะ ลูกเป็นคนเก่งคนหนึ่ง และพ่อแม่ภูมิใจในตัวลูก

กับสอง คือ ฝึกปล่อยวางบ้าง เพราะความจริง มันก็คือ ข้อความหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มันผ่านไปแล้ว แต่ที่ลูกยังเจ็บปวดเพราะลูกไม่ยอมคิดว่ามันคือ ข้อความที่ผ่านมาแล้ว หมดชีวิตไปตั้งนานแล้ว คนเขียนไปคิดเรื่องไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ลูกยังคิดเรื่องเดิมอยู่เลย 

 

สุดท้าย การฝึกฝนจิตใจ ของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามากระทบ หากโลกภายในของลูกแข็งแกร่ง มันก็ทำร้ายอะไรไม่ได้มาก จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับลูก

 

ลูกถูก Bully ทำอย่างไรดี

พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ

INSPIRING LEADER

Global Partner of Genius School Thailand  นักธุรกิจหญิง ผู้ค้นพบเส้นทางประสบความสำเร็จของตนจากการเข้าใจตัวเอง ทำให้เธอมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีธุรกิจมากกว่า 20 ธุรกิจ