ปัญหาโลกแตก ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ (ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ หรือจริงๆ เพราะโรงเรียนไม่น่าไปกันแน่)

ปัญหาโลกแตก ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ (ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ หรือจริงๆ เพราะโรงเรียนไม่น่าไปกันแน่)

ปัญหาโลกแตก ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ

(ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ หรือจริงๆเพราะโรงเรียนไม่น่าไปกันแน่)

 

เอาจริงๆ ถ้าถามว่า ตอนเด็กๆชอบไปโรงเรียนมั้ย???

ยอมรับตามตรงว่า “ไม่ชอบเลย” มีปัญหากับการไปโรงเรียนทุกเช้า ตั้งแต่เด็กจนระดับถึงชั้น ป.6

แย่ขนาดที่ตอนนี้ยังถูกล้อจากคนในครอบครัวเลยว่า ทุกเช้าจะต้องได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งคร่ำครวญว่า

“ไม่ไปโรงเรียน ไม่ไปโรงเรียน” มีใครมีลูกแล้วมีอาการแบบนี้บ้างหรือเปล่า

เด็กที่ตอนเช้าร้องไห้งอแงไม่ไปโรงเรียนทุกวัน จะเรียนเป็นอย่างไรนะ อนาคตจะเป็นอย่างไร

ไม่น่าเชื่อว่าผลการเรียนของเด็กคนนั้นอยู่ในระดับที่ดี อยู่ในอันดับเลขตัวเดียวมาตลอดจนถึงมัธยม

เพราะได้รับคำบอกจากคุณปู่ว่า ไม่ต้องสอบได้ที่ 1 แต่ต้องได้เลขตัวเดียว 

เหมือนเป็นความรับผิดชอบที่ไม่ว่าจะไม่ชอบการไปเรียนแค่ไหน แต่ต้องสอบได้เลขตัวเดียว

 

 

ถ้ามองย้อนไป เด็กที่ไม่ชอบไปโรงเรียน ไม่ได้เท่ากับเรียนหนังสือไม่ได้ดี 

แต่แค่มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชวนให้อยากไปเท่านั้นเอง 

จากวันนั้นถึงวันนี้ ปัญหาเด็กไม่ชอบเรียนหนังสือก็ไม่ได้ลดลงเลย มีเด็กหนีเรียน เด็กติดเกมเพิ่มมากขึ้น

สังคมก็จะมองว่า ปัญหาอยู่ที่เด็ก แต่ลืมมองไปว่า โรงเรียนหรือห้องเรียนเองหรือเปล่าที่มันชวนให้ไม่อยากเรียน

 

มีการสำรวจจากเด็กๆ วัยเรียน พบว่าสาเหตุน่าสนใจที่ทำให้โรงเรียนไม่น่าไปเรียน

 

1. ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม (ทำไมต้องเรียนสิ่งนี้ )

 

ต้องยอมรับว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ข้อมูลความรู้เร็วแค่คลิก แถมเครื่องมือช่วยทดแรงก็มีเยอะแยะ ซึ่งจริงๆ แล้วทุกเนื้อหาในตำราในหลักสูตรล้วนมีประโยชน์ (แต่จำเป็นมากน้อยแคไหนก็อยู่กับการนำไปใช้งานในอนาคต) เพียงแต่การจะที่จะบังคับให้เรียนเพียงเพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้สอบหรือเป็นหลักสูตรที่เขียนมาไม่เพียงพอสำหรับเด็กยุคนี้ที่จะทำให้สนใจอยากเรียนเหมือนยุคเก่าๆ สมัยเรายังเด็ก แม้จะไม่ชอบ แต่ก็จำใจทำ จำใจเชื่อ (อีกอย่างไม่มีสื่ออื่นที่น่าสนใจมาแย่งความสนใจมากเหมือนสมัยนี้)

 

ถ้าคุณครูไม่สามารถขาย WHY ขายความคิดได้ว่า การเรียนเรื่องนี้แล้วจะเกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กๆ ยังไง (นอกจากใช้สอบ) หรือจะทำให้ชีวิตดีมีประโยชน์จากการเรียนเรื่องนี้ได้อย่างไร สมองของเด็กก็ดูจะปิดไม่อยากรู้ ไม่อยากเรียน ในโรงเรียนทางเลือกบางระบบ ให้ความสำคัญกับ WHY นี้เป็นอันดับแรก ก่อนการเรียนเรื่องใหม่ๆ เรื่องใดก็ตาม กิจกรรมสำคัญถือเป็นหน้าที่ของผู้สอนคือการทำให้เด็กเกิดความ “ว้าว” เรื่องนี้ดีจัง น่าเรียน น่าสนุก แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากๆ อย่าง ปีธากอรัส ก็ตาม  (โรงเรียนแนว วอร์ดอฟ) คิดดูว่าการเริ่มต้นในเรื่องหนึ่งที่สมองบันทึกไว้ว่าเรื่องนี้น่าสนใจ การเรียนต่อไปจะมีบรรยากาศแบบไหน

 

ถ้าพ่อแม่อยากให้แก้ไขเรื่อง เด็กไม่ชอบเรียน เป็นหน้าที่ของคุณพ่อแม่คุณแม่ที่จะต้องทำหน้าที่ การขาย WHY ให้กับลูกๆ ให้ผ่าน ถ้าโรงเรียนไม่ได้ทำให้ หรือทำได้ไม่ดีพอ เพราะถ้าท่าทีของพ่อแม่ต่อบทเรียนของลูกก็คือ เรียนอะไรยากจัง เรียนไปทำไม(วะ) ไม่เห็นได้ใช้ ไม่มีทางเลยที่จะบอกให้ลูกตั้งใจเรียนเถอะแล้วลูกจะเชื่อตามนั้น จริงหรือไม่

 

2. ไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจ สิ่งที่ชอบ

 

ไม่ว่าจะระบบการเรียนแบบปัจจุบันหรือสมัยพ่อแม่ยังเด็ก ยังคงเป็นการเรียนแบบ อาหารชุด A la carte จัดมาให้กิน (ก็กินไปเถอะ) ตั้งแต่ระดับจนถึงมัธยม เพิ่งจะเลือกเองได้ ก็ระดับอุดมศึกษา ทำให้ถูกจำกัดความรู้อยู่แค่ในระดับที่จัดให้ ซึ่งก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่สมัยพ่อแม่ไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะถ้าสนใจอย่างอื่น สื่อที่มีคือ หนังสือในห้องสมุด ในขณะที่ปัจจุบัน ความรู้ เรื่องราวไปไกลเกินมากมายเกินกว่าแค่ระบบสุริยจักรวาลแล้ว เด็กๆ สมัยนี้รู้จักไปจนกาแล็กซี่อื่นแล้ว ถ้าสนใจเรื่องดวงดาวจักรวาลในตำราก็จำกัดแค่ให้รู้เท่าที่รู้ จะไม่ให้เด็กเบื่อห้องเรียนได้อย่างไร มันมีอะไรน่าสนใจกว่าแค่ 8 กลุ่มสาระวิชาไปไกลแล้ว

 

หน้าที่พ่อแม่ ถ้าในโรงเรียนไม่ได้ทำเรื่องที่น่าสนใจบ้างเลย (อาจจะไม่ได้อยู่ใน 8 กลุ่มสาระวิชา) ช่วงนอกเวลาเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ยังบังคับให้เรียนเสริม กวดวิชาแต่เรื่องเหล่านั้นอีก เตรียมใจได้เลยว่า ลูกจะหาทางติดเกมแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็ได้ทำในเรื่องสนุกๆ บ้าง ในช่วงเวลาอันเล็กน้อยที่พอจะแทรกไปได้ทุกช่วง ไม่อยากให้ลูกทั้งเบื่อโรงเรียน และติดเกมเพิ่ม ในช่วงนอกเวลาเรียน ปล่อยให้ลูกได้มีเวลาอิสระ Free time หรือให้ได้เรียน ทำกิจกรรมที่ลูกสนใจเองบ้าง ไม่ต้องไปกำกับการใช้เวลาของลูกทุกวินาที เพื่อให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่สนใจบ้าง

 

3. การวัดผลแบบเดียว ตัดสินทุกอย่าง

 

ระบบการวัดผลในโรงเรียนออกแบบมาเพื่อทำให้ง่าย แต่มันวัดผลความรู้ความสามารถของคนได้จริงหรือ พูดถึงการสอบ เชื่อว่าภาพที่ปรากฎขึ้นไม่ว่า ยุคไหน ก็จะเหมือนกันคือ เป็นห้องใหญ่ แยกโต๊ะใครโต๊ะมัน ห่างกัน 1 เมตร มีครูเดินตรวจ จับตามองตลอดเวลา แค่เห็นห้องสอบก็รู้สึกมวนท้องขึ้นมาทันที  ทั้งที่การสอบควรจะเป็นการวัดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ร่ำเรียนมา เพื่อให้รู้ว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ซึ่งการทดสอบความรู้ มีตั้งหลายวิธี เช่นการทำโปรเจคโดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้เรียนมา การสอบปากเปล่าเพื่อให้ได้เล่าอธิบาย การนำเสนอผ่าน Presentation ตามที่ถนัด 

 

หน้าที่พ่อแม่ ลองชวนลูกคิดต่อว่า จะนำสิ่งที่เรียนมาสรุปความเข้าใจในรูปแบบอื่นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน คลิปสนุกๆ งานศิลปะหรืออะไรก็ตามที่อาจจะสรุปหรือต่อยอดความเข้าใจเดิม ให้กำลังใจลูกข้ามช้อตไปเลยว่า การเข้าใจของลูกในระดับนี้ดีกว่าแค่สอบมาก เพราะสามารถต่อยอดหรือใช้งานได้จริง ผลสอบมีความสำคัญก็จริงแต่มีผลไม่นานเท่าไหร่แต่ความรู้จะติดตัวลูกไปตลอด สิ่งที่จะบอกก็คือ ถ้าเราไม่ไปกดดันแค่การสอบ ผลสอบของลูกแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะไม่เป็นการซ้ำเติมความเบื่อ ความไม่ชอบโรงเรียนให้มากขึ้น
 

เด็ก ศตวรรษที่ 21 ไม่เหมือนคนยุคเรา

มาถึงตรงนี้ พ่อแม่หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมการเลี้ยงเด็กสมัยนี้ถึงได้ยุ่งยากจัง ไม่เห็นเหมือนสมัยเราเลย พ่อแม่สั่งอะไรก็ต้องทำ ทำทั้งๆ ไม่ชอบก็ได้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรแบบนี้ แถมพ่อแม่ของเราก็ไม่เคยต้องใช้ความพยายามอะไรมากขนาดนี้เพื่อให้ลูกสนใจเรียน เพราะการเรียนคือหน้าที่ของเด็กอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเหนื่อยขนาดนี้ ก็คงได้แต่บอกว่า เพราะเด็กยุคเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับการได้ดูมือถือก่อนพูดได้ ไม่ได้มีสื่อที่เข้าถึงได้ 24 ชั่วโมงแบบเด็กยุคนี้ เด็กๆ รู้เรื่องราวรอบโลก เรื่องในประวัติศาสตร์ เรื่องราวนอกโลก เรียกว่าอยากรู้เรื่องไหนมีคำตอบให้ได้หมด เรื่องในตำราเรียนจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ ถ้าคิดแทนเด็กแบบเข้าใจ ลองคิดดูสิว่า ถ้าเรารู้เรื่องจักรวาลไปจนกาแล็กซี่อื่นแล้ว เราจะยังสนใจแค่ดวงจันทร์หรือแค่ดาว 7 ดวงในระบบสุริยะจักรวาลอีกมั้ย 

 

นอกจากนี้ ด้วยความกว้างไกลของเทคโนโลยี เด็กๆ เค้าก็รู้เหมือนที่เรารู้ (บางทีอาจจะรู้มากว่าด้วยซ้ำ) ว่าอะไรกำลังจะหายไป อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเค้าเมื่อเค้าโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กๆเค้ามีความคิดของตัวเองและคิดได้ว่าควรจะสนใจกับอะไร (แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัยแบบตำราเรียนแน่นอน) พ่อแม่จึงต้องเข้าใจลูกและปรับตัวให้ทันกับความคิดของคนรุ่นใหม่ เป็นการดีกว่าที่จะชวนกันมองถึงอนาคต เตรียมลูกให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลง โดยเคร่งเครียดกับคะแนนและผลสอบให้น้อยลง เน้นเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ให้ความสำคัญกับความใฝ่รู้มากกว่าแค่ตัวความรู้ ให้เป็นนิสัยติดตัวไปจนโต

 

ถ้าการเลี้ยงลูกยุคนี้มันยากเกินจะปรับตัวทัน "คอร์ส How to consult genius เลี้ยงเด็กอัจฉริยะอย่างไร" จะเป็นตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนให้รับมือกับเด็กยุคใหม่ได้อย่างสนุกสนาน พัฒนาลูกไปด้วยกันค่ะ

 

คลิก line@ : @geniusschoolth

 

ปัญหาโลกแตก ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ (ลูกไม่ชอบเรียนหนังสือ หรือจริงๆ เพราะโรงเรียนไม่น่าไปกันแน่)

นุกูล ลักขณานุกุล

PERSONALIZE PATHWAY CURRICULUM LEADER

ผู้แปลหนังสือมั่งคั่งระดับตำนาน หนังสือเพื่อมุ่งเข้าใจตัวตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลก ในศตวรรษที่ 21