จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนอะไรที่จบไปแล้วมีงานทำ

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนอะไรที่จบไปแล้วมีงานทำ

“สมัยนี้ เรียนอะไรดีเพื่อให้มีงานทำ”

 

ความจริงก็คือ ไม่ว่าอาชีพไหนก็มีโอกาสตกงาน !

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบปั่นป่วนไปทั้งโลก (disrupted) ไม่ว่าอาชีพไหนก็มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวอย่างจากภัยพิบัติจากโรคระบาดเดียว สร้างความเดือดร้อนไปทั้งโลกได้

การจะเลือกอะไรอะไรดีเพื่อให้มีงานทำ??? จึงเป็นถามที่ตอบไม่ได้ง่ายหรือมีคำตอบตายตัว บางสายงานที่เป็นอาชีพที่เคยไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี กลับถดถอยลง บางงานหายไปจากสังคม 100% แบบไม่ทันตั้งตัว ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแทบจะเป็นรายเดือน นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีโรงงานของโลกอย่างประเทศจีนที่พร้อมจะผลิตอะไรก็ได้ราวกับเสก อย่างที่คนทั่วโลกได้เห็นมาแล้ว 
 

คำตอบสุดท้ายที่จะตอบได้ก็คือ เรียนอะไรมาก็มีสิทธิ์ตกงานทั้งนั้น!


ถ้า ไม่ได้เรียนรู้ 6 เรื่องสำคัญที่ต้องเรียนนี้

 

เรียนอย่างไรไม่มีวันตกงาน

 

1 เรียนรู้ในการเป็นนักสร้างโอกาส ครีเอทงานให้เป็น ไม่ใช่รองาน

รอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีงานที่สร้างรายได้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างเช่น Blogger, Youtuber, Gamer,  ขายสติกเกอร์ไลน์ สร้างแอพลิเคชั่นขาย ขายไอเท็มในเกมออนไลน์ Scratch game ปั้นเพจขาย รับทำคอนเทนท์ รับจ้างยิงแอด แอดมินเพจ Programmer ขายของออนไลน์ คอร์สออนไลน์ ทำe-bookขาย รับส่งของส่งคนอย่าง Grab หรือ UBER นักรีวิวสินค้า ปล่อยบ้านให้เช่าใน AirBnB รับทำคลิปไวรัล  ฯลฯ อีกมากมาย
 

ถามว่างานเหล่านี้ ต้องเรียนจบอะไรมา บางงานอาจต้องเรียนทางคอมพิวเตอร์มา อย่างเช่น Programmer แต่ก็ไม่ได้หมายความต้องมีใบปริญญาก่อนจึงจะทำได้ หากมีความเชี่ยวชาญ ศึกษาเอง หรือเรียนออนไลน์มาก็สามารถรับงานได้ งานใหม่ๆในโลกที่เกิดขึ้น เกิน 80% ไม่ได้มีสอนในมหาวิทยาลัยไหนหรือคณะไหนเลย แต่เป็นงานที่มาจากประสบการณ์และการกล้าที่จะสร้างงานใหม่ขึ้นมา 
 

เป็นโอกาสของคนที่ช่างสังเกตเห็นช่องโหว่ในธุรกิจ หรืองานบางอย่างที่ยังไม่มีคนทำ แล้วกล้าพอที่จะเสนอทำในสิ่งที่มีคนต้องการ บางงานก็แทบไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญอะไรมาก่อน แต่ทำๆไปจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญก็มี ส่วนเรียนจบอะไรมาแทบจะไม่ได้มีความหมายมากเท่ากับผลลัพธ์ที่ทำได้อยู่ในระดับที่ดีจนมีคนบอกต่อ มีรายได้เลี้ยงตัวหรือทำจนเก่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่

 

2 เรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่หยุดพัฒนา

ไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา เรียนเก่งแค่ไหนก็มีโอกาสตกงาน ถ้าหยุดเรียนรู้ หยุดพัฒนาตัวเอง ใครจะเชื่อว่า ตอนนี้ คุณย่ายายในบ้านเรา ใช้ LINE  Facebook IG Youtube ได้คล่องแคล่วพอๆกับเด็กๆ ทำไมคนอายุ 70-80 ก็ยัง FACETIME คุยกับลูกหลานได้ทุกวัน แสดงว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา 
 

คนที่คิดว่าเมื่อจบมหาวิทยาลัย ใส่ชุดครุยโยนหมวกขึ้นฟ้า เหมือนในหนัง แสดงความดีใจที่การเรียนจบลงเสียที แล้วหยุดเรียนรู้ คือ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน 
 

โปรแกรม Microsoft word เวอร์ชั่นสมัยเรียนปี 1 กับเวอร์ชั่นที่เริ่มทำงานยังไม่เหมือนกันแล้วเลย ความรู้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อเริ่มทำงานอะไรที่ไหนก็ตาม หากไม่อยากตกงานสิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง ให้มีทักษะที่มีประโยชน์พร้อมใช้งาน  จำเอาไว้ว่าไม่มีใครใช้วินโดว์ 95 ฉันใด ก็ไม่มีใครสนใจความรู้ปริญญาเมื่อ 4 ปีที่แล้วฉันนั้น

 

3 เรียนรู้ที่จะลบทิ้ง Learn ,Unlearn and Relearn

ด้วยความรวดเร็วของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทำให้หลายคนปรับตัวไม่ทัน ยังคงเอาความรู้เดิมๆหรือทักษะเดิมๆมาแก้ปัญหาใหม่ๆซึ่งมันใช้กันไม่ได้ เหมือนรถยนต์ใช้น้ำมัน 95 กับรถยนต์ไฟฟ้า  100% เป็นคนละระบบอย่างสิ้นเชิง บางครั้งการจะรับสิ่งใหม่ก็จำเป็นต้องลบข้อมูลเดิมๆทิ้งไปให้หมดเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถรับความรู้ใหม่ๆ ทักษะใหม่ๆเข้าไปแทนที่ได้เลย 
 

การเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่โดยต้องพยายามลบเอาเรื่องเดิมออกไม่ใช่เรื่องง่าย นึกถึงก่อนที่จะมีสมาร์โฟนของ Apple เราคุ้นเคยกับโทรศัพท์ที่มีปุ่มกดมากมาย แต่พอมีสมาร์ทโฟนออกมา แค่ปุ่มเดียวทำให้เรางง พยายามหาปุ่มกด แต่ก็ไม่มี ต้องทำความเข้าใจกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบใหม่ ที่ไร้ปุ่มกด จนเกิดความชินในที่สุด ถึงตอนนี้คนยุคใหม่ใช้ ipad ทำงานจนคุ้นเคย บางคนก็ลืมการใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบเดิมไปเรียบร้อยแล้วก็มี
 

ในช่วงโรคภัยระบาด โปรแกรมการประชุมออนไลน์ การสอนออนไลน์เป็นสิ่งที่หลายคนไม่เคยรู้จักมาก่อน บางคนเคยใช้มือถือแค่เพียงการคุยกันสองคน ไม่เคยต้อประชุมออนไลน์หลายคนมาก่อน ก็ต้องมาเรียนรู้ใหม่ด้วยโปรแกรม ZOOM แต่ถ้ามีโปรแกรมอื่นที่ดีกว่าก็จำเป็นต้องเลิกใช้ มาใช้ตัวอื่น  
 

ในอนาคต ต้องทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะ เทคโนโลยี การเรียนรู้ และลบทิ้งเพื่อเรียนรู้ใหม่จะเกิดอยู่เสมอ

 

4 เรียนรู้คลื่นใหม่ที่กำลังเข้ามา

คนที่ไม่มีวันตกขบวนคือคนที่หูไว ตาไว มองไปข้างหน้า ศึกษากระแสหรือทิศทางที่จะกำลังเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับชีวิตและการงานของเราแน่นอน ได้แก่ Ai ,เงินดิจิตัล, Big Data, IoT,โลกไร้พรมแดน 5 เรื่องสำคัญนี้ ควรใส่ใจและหมั่นหาความรู้อยู่เสมอ ว่ามีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นบ้าง มีผู้เล่นหน้าใหม่ ปรากฎการณ์ใหม่อะไรจะเกิดขึ้น การคาดการณ์ถึงอนาคต เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเรื่องจำเป็นมาก เช่น การตั้งคำถามที่ไม่เหลอกตัวเองอยู่เสมอว่า หากวันนี้ เราจะไม่ถูก Ai เบียดออกจากงาน เพราะอะไรที่เราเหนือกว่า  หรือ ยังจำเป็นต้องมีเราอยู่ ถ้าคำตอบนั้นคือ ไม่มีอะไรดีกว่า หรือไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งของเราก็ได้ แสดงว่ามีความเสี่ยงเกิดขึ้นกับงาน จำเป็นต้องเพิ่มทักษะหรือเปลี่ยนงานไปอยู่ในจุดอื่นไม่
 

หรือถ้าบริษัทใช้ Big Data แล้วพบว่า งานของเราไม่มีความจำเป็นต้องมีก็ได้ เราจะมีอะไรไปค้านหรือไปแสดงให้เห็นได้ว่า องค์กรยังจำเป็นต้องมีเราอยู่ต่อไป หรือต้องจ้างเราทำงานต่อ 
 

5 เรียนรู้ในการปรับตัวให้เร็ว

มีคำกล่าวว่า สมันนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็กไม่มีแล้ว มีแต่ปลาเร็วกินปลาช้า 
 

ไม่ใช่แค่ธุรกิจเท่านั้น แต่กับงานด้วย คนที่ปรับตัวได้ก่อน ปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมเอาตัวรอดหรือมีโอกาสชนะได้มากกว่า ในอนาคตการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วและรุนแรงจะทำให้คนที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องออกจากเกม กลายเป็นผู้แพ้ ตกงาน มีหนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีภัยพิบัติโรคระบาด หลายคนตกงาน ธุรกิจจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องปิดตัวลง ในขณะที่หลายธุรกิจ พยายามเอาชนะ ปรับตัวทุกทางเพื่อจะอยู่รอดให้ได้ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ทดลองทำอะไรใหม่ๆ  
 

การเรียนในระบบปกติ ไม่ค่อยมีการสอนให้มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพราะทุกอย่างเป็นระบบที่ทำกันมาแบบส่งต่อวัฒนธรรมเป็นส่วนใหญ่ ทำแบบที่รุ่นพี่เคยทำ ผลก็คือ ทำให้ไม่ถูกฝึกให้ออกนอกกรอบ หรือปรับตัวได้รวดเร็วทันเหตุการณ์เท่าที่ควร

 

6 เรียนรู้ทักษะเรื่องคน 

การเรียนรู้ข้อสุดท้าย เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และหลายคนไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความสำคัญ เข้าใจผิดว่า ต้องเรียนเรื่องภาษาคอมพิวเตอร์เป็นอันดับหนึ่ง ความจริงแล้ว การเรียนเรื่อง “ภาษาคน” หรือเรียนเรื่องสื่อสารกับคน เข้าใจคนนี่แหละเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะทุกธุรกิจคือ ทำกับคน แม้จะมีหุ่นยนต์เต็มโรงงาน แต่คนที่จะตัดสินใจสั่งงานจริงๆสุดท้ายก็คือคน  อาจจะเป็นเจ้าของ ผู้จัดการโรงงานก็ตาม 
 

การทำงานไม่ว่างานใดๆ หรือการใช้ชีวิตก็ตาม ถ้าโลกนี้ยังมีมนุษย์เป็นประชากรของโลก ก็ต้องทำงาน ติดต่อกับคน แม้การสื่อสารอะไรดระหว่างกันอาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป ไม่ได้ใช้การสื่อสารด้วยการเห็นหน้า พูดเจอกันต่อหน้าเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนการส่งข้อความ เป็นตัวหนังสือมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการสื่อสารกับคนอยู่ดี 
 

คนที่มีทักษะการเรียนรู้เรื่องคนจะได้เปรียบกว่าคนที่รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องคน วิศวกรผู้ออกแบบรถยนต์ที่เก่งที่วุด หากรู้แต่เรื่องเครื่องยนต์ ก็ไม่สามารถผลิตรถยนต์ที่ถูกใจคนซื้อได้ ทักษะการเข้าใจคนจะทำให้ไม่ว่าทำงานอะไรก็ราบรื่น มีความสนุกและได้ผลลัพธ์ออกมาดีกว่า เพราะสามารถวางคนให้ถูกกับงานได้ รวมไปถึงรู้ว่าควรสื่อสาร ทำงานกับแต่ละคนอย่างไรจึงจะได้ประสิทธิผลมากที่สุด


 

การเรียนรู้ 6 เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ การทำงานในอนาคต ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็จะสามารถปรับเปลี่ยนได้ทัน  อยู่ได้อย่างดีและมีความสุข
 

ถ้าตอนนี้เรียนอะไรอยู่ก็ตั้งใจเรียนให้ดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดเอาแต่สิ่งที่เรียนมาทำงาน เพราะว่าอาจจะไมได้ใช้ทำงานได้จริง ฝึกฝนเป็นคนที่เรียนรู้ใน  6 ข้อนี้ได้ ไม่ว่า เรียนจบอะไรมา ก็มีทางไปไม่อับจน

 



 

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องเรียนอะไรที่จบไปแล้วมีงานทำ

พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ

INSPIRING LEADER

Global Partner of Genius School Thailand  นักธุรกิจหญิง ผู้ค้นพบเส้นทางประสบความสำเร็จของตนจากการเข้าใจตัวเอง ทำให้เธอมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีธุรกิจมากกว่า 20 ธุรกิจ